คู่มือปฏิบัติงานมาตรฐาน (SOP): การบริหารจัดการวัคซีนและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
วัตถุประสงค์: เพื่อให้การดำเนินงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค รวมถึงการบริหารจัดการวัคซีนและระบบลูกโซ่ความเย็น การให้บริการวัคซีน และการบันทึกข้อมูล เป็นไปตามมาตรฐานที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เพื่อปกป้องประชาชนจากโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด.
ขอบเขต: คู่มือนี้ครอบคลุมขั้นตอนการปฏิบัติงานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขในทุกระดับของหน่วยบริการ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค รวมถึงคลังวัคซีนและหน่วยบริการที่ให้บริการวัคซีน.
ผู้รับผิดชอบ:
- ระดับคลังวัคซีน: เภสัชกรที่ได้รับมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร และผ่านการอบรม "การบริหารจัดการวัคซีนและระบบลูกโซ่ความเย็น".
- ระดับหน่วยบริการ: นักวิชาการสาธารณสุข, พยาบาลวิชาชีพ, หรือเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน ที่ได้รับมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร และผ่านการอบรม "การบริหารจัดการวัคซีนและระบบลูกโซ่ความเย็น".
ตอนที่ 1: การบริหารจัดการวัคซีนและระบบลูกโซ่ความเย็น
1.1 การกำหนดและแต่งตั้งผู้รับผิดชอบงานบริหารจัดการวัคซีน:
- ระดับคลังวัคซีน:
- ฝ่ายเภสัชกรรมทำหน้าที่รับผิดชอบการบริหารจัดการคลังวัคซีน.
- มอบหมายเภสัชกรที่ผ่านการอบรมให้รับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร. หากเภสัชกรไม่เคยผ่านการอบรม ต้องได้รับการอบรมหรือคำแนะนำก่อนมอบหมาย.
- จัดอบรมหรือประชุมชี้แจงผู้รับผิดชอบงานในระดับเครือข่าย อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี เพื่อพัฒนาเครือข่าย.
- มีการนิเทศงานผู้รับผิดชอบงานในระดับเครือข่าย อย่างน้อย 1 ครั้งต่อปี.
- ระดับหน่วยบริการ:
- มีนักวิชาการสาธารณสุข, พยาบาลวิชาชีพ, หรือเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนทำหน้าที่รับผิดชอบเป็นลายลักษณ์อักษร โดยต้องเป็นบุคลากรที่ผ่านการอบรมเรื่อง "การบริหารจัดการวัคซีนและระบบลูกโซ่ความเย็น". http://guruvaccine.com/ ลิ้งค์อบรมหลักสูตรเชิงปฏิบัติการสำหรับเจ้าหน้าที่สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (ให้สมัครสมาชิกก่อน) โดยความร่วมมือระหว่าง สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
1.2 การมีและใช้เอกสาร/คู่มือ/ตำราในการบริหารจัดการวัคซีนและระบบลูกโซ่ความเย็น:
- ระดับคลังวัคซีน: ต้องมีและใช้คู่มือมาตรฐานการดำเนินงานด้านคลังและการเก็บรักษาวัคซีน (ปี 2556), ตำราวัคซีนและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (ปี 2556 หรือ 2562), และหลักสูตรเชิงปฏิบัติการสำหรับเจ้าหน้าที่สร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค (ปี 2558-2561).
- ระดับหน่วยบริการ: ต้องมีและใช้คู่มือมาตรฐานการดำเนินงานด้านคลังและการเก็บรักษาวัคซีน (ปี 2556).
1.3 การคาดประมาณความต้องการวัคซีนและตรวจสอบวัคซีนคงเหลือ:
- การกำหนดความต้องการใช้วัคซีน: คำนวณจากปริมาณวัคซีนที่ต้องการใช้ในแต่ละเดือน โดยพิจารณาจาก:
- จำนวนเป้าหมายที่นัดหมายมารับวัคซีน (ดูจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์, บัญชีรายชื่อ, ทะเบียนติดตาม, บัญชีรายชื่อนักเรียน).
- จำนวนเป้าหมายนอกพื้นที่ที่อาจมารับบริการ (คำนวณค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 เดือน).
- จำนวนเป้าหมายที่ไม่มาตามนัด.
- การคำนวณอัตราการสูญเสียวัคซีนแต่ละชนิด: มีความจำเป็นเพื่อประมาณการจำนวนวัคซีนที่ต้องการให้เหมาะสมและเพียงพอ โดยมีปัจจัยที่ใช้ประกอบการคำนวณ ได้แก่ จำนวนกลุ่มเป้าหมาย/จุดบริการ, ขนาดบรรจุของวัคซีน (ขวดใหญ่มีโอกาสสูญเสียมาก), เทคนิคของเจ้าหน้าที่, และวัคซีนที่ตกแตก/เสื่อมสภาพ/หมดอายุ.
- การตรวจสอบวัคซีนคงเหลือ: ใช้ทะเบียนรับ-จ่ายวัคซีน (รูปแบบเอกสารหรืออิเล็กทรอนิกส์) ที่มีข้อมูล ชื่อวัคซีน, ขนาดบรรจุ, บริษัทผู้ผลิต/นำเข้า, วันที่รับ/จ่าย, หน่วยงานรับ/จ่าย, จำนวน, เลขที่วัคซีน (Lot number), และวันหมดอายุ (Exp. date).
- คำนวณจำนวนวัคซีนที่ต้องการเบิก โดยหักลบด้วยจำนวนวัคซีนคงเหลือ.
1.4 การเบิกวัคซีนจากคลังโรงพยาบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง:
- จัดทำเอกสารสำหรับเบิกวัคซีน (แบบฟอร์ม ว.3/1 หรือเอกสารอื่นที่เหมาะสม) ที่มีข้อมูลครบถ้วน รวมถึงชื่อหน่วยบริการ, กลุ่มเป้าหมาย, ชื่อวัคซีนและจำนวนที่ต้องการเบิก (คำนวณจากความต้องการใช้และอัตราสูญเสีย), และวัคซีนคงคลัง ณ วันที่ขอเบิก.
- ส่งเอกสารขอเบิกวัคซีนไปยังคลังโรงพยาบาลแม่ข่ายหรือหน่วยงานต้นสังกัด.
1.5 การตรวจรับวัคซีน:
- กรณีคลังโรงพยาบาลแม่ข่ายจัดส่งวัคซีนด้วยตนเอง:
- ตรวจสอบกระติกหรือกล่องโฟมว่าอยู่ในสภาพดี.
- ตรวจสอบอุณหภูมิภายในกระติกหรือกล่องโฟมว่าอยู่ในช่วงที่เหมาะสมกับวัคซีนที่บรรจุ.
- ตรวจสอบชื่อ, ชนิด, จำนวน, เลขที่ผลิต, วันหมดอายุของวัคซีน โดยใช้เอกสารเบิกวัคซีนอ้างอิง.
- ตรวจสอบขวดวัคซีนว่าไม่แตก, ไม่ร้าว, และอยู่ในสภาพปกติ.
- หากวัคซีนมีเครื่องหมาย VVM (Vaccine Vial Monitor) ข้างขวด ให้ดูว่าสีในสี่เหลี่ยมอ่อนกว่าสีในวงกลมที่ล้อมรอบ.
- กรณีหน่วยงานไปรับวัคซีนที่คลังโรงพยาบาลแม่ข่ายด้วยตนเอง:
- เตรียมวัสดุอุปกรณ์และระบบลูกโซ่ความเย็นสำหรับการขนส่งวัคซีน ได้แก่ กระติกวัคซีนที่อยู่ในสภาพดี และมีซองน้ำแข็ง (Ice pack/gel pack) อยู่ในช่องแช่แข็งพร้อมใช้งาน อย่างน้อย 8 อัน.
- วางเทอร์โมมิเตอร์ตรงกลางของกระติกวัคซีนหรือกล่องโฟม.
- ดำเนินการตรวจรับวัคซีนตามขั้นตอนเดียวกับกรณีคลังจัดส่งวัคซีนเอง.
1.6 การจัดเก็บวัคซีนในตู้เย็น:
- เมื่อตรวจรับวัคซีนเสร็จสิ้น ให้ นำวัคซีนเข้าตู้เย็นทันที.
- การจัดเรียงวัคซีนในตู้เย็น (ตู้เย็นชนิด 2 ประตู ฝาทึบแสง):
- ช่องแช่แข็ง (Freezer): เก็บเฉพาะวัคซีน OPV (วัคซีนโปลิโอชนิดรับประทาน).
- ชั้นที่ 1 (ช่องธรรมดา): เก็บวัคซีนผงแห้ง ได้แก่ MMR/MR, BCG, LAJE และ Rota. หากชั้นที่ 1 ไม่เพียงพอ สามารถเก็บที่ชั้นที่ 2 ได้อีก 1 ชั้น. ห้ามเก็บในถาดรองใต้ช่องแช่แข็ง เพื่อป้องกันกล่องวัคซีนเปียกน้ำหรือฉลากหลุดลอก.
- ชั้นที่ 2 หรือ 3 (ช่องธรรมดา): เก็บวัคซีนที่ไวต่อความเย็นจัด ได้แก่ DTP, DTP-HB-Hib, HB, dT, IPV, HPV, aP, Influenza, JE เชื้อตาย และ Rabies. ห้ามเก็บใกล้ช่องแช่แข็ง.
- ห้ามเก็บวัคซีนไว้ในประตูตู้เย็น.
- น้ำยาทำละลายวัคซีนให้เก็บที่อุณหภูมิ +2 ถึง +8 °C (ในระดับคลังวัคซีนสามารถจัดเก็บนอกตู้เย็นได้).
- วัคซีนที่ไวต่อแสง (BCG, MMR/MR, LAJE, Rota) ให้เก็บไว้ในกล่องกันแสง หรือกล่องกระดาษ หรือซองยากันแสง.
- การดูแลและบำรุงรักษาตู้เย็น:
- ทำความสะอาดตู้เย็นและขอบยางไม่ให้เกิดเชื้อราเกาะติด และตรวจสอบว่าตู้เย็นสามารถปิดได้สนิท.
- วางตู้เย็นให้ห่างจากผนังแต่ละด้าน ไม่น้อยกว่า 6 นิ้ว.
- ปลั๊กตู้เย็นต้องมีเบรกเกอร์สำหรับตัดไฟฟ้าเฉพาะ หรือใช้เต้าเสียบเดี่ยวที่พันเทปกาวให้แน่น.
- ละลายน้ำแข็งในช่องแช่แข็งเมื่อมีน้ำแข็งเกาะหนาเกิน 5 มิลลิเมตร.
- ใส่ขวดน้ำที่มีฝาปิด (ปริมาณน้ำไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของขวด) ไว้ในตู้เย็นเพื่อช่วยรักษาอุณหภูมิ.
- การติดตามอุณหภูมิ:
- ติดตามอุณหภูมิตู้เย็นเช้า-เย็นทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ.
- บันทึกอุณหภูมิที่ตรวจสอบตามความเป็นจริง และเก็บข้อมูลการบันทึกไว้อย่างน้อย 6 เดือน.
- ตูู้เย็นควรมีเทอร์โมมิเตอร์ที่รายงานอุณหภูมิปัจจุบัน, ต่ำสุด และสูงสุด และได้รับการสอบเทียบ/เทียบเคียง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง.
1.7 การเตรียมความพร้อมในกรณีฉุกเฉิน:
- จัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับเหตุการณ์ฉุกเฉินในระบบลูกโซ่ความเย็น (เช่น ไฟฟ้าดับ, ตู้เย็นเสีย, ปลั๊กหลุด/หลวม) ที่เหมาะสมกับบริบทของหน่วยงาน.
- มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะที่สามารถติดต่อได้.
- มีอุปกรณ์ที่ใช้รองรับกรณีฉุกเฉิน.
- ซ้อมแผนเตรียมความพร้อม อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง.
- แนวทางการปรับอุณหภูมิในกรณีอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่ากำหนด:
- ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า +2 °C ให้ปรับปุ่ม Thermostat เพื่อทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น.
- หากอุณหภูมิต่ำกว่า 0 °C ให้ตรวจสอบลักษณะทางกายภาพของวัคซีนที่ไวต่อความเย็นจัด (เช่น DTP) ว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากการแช่แข็งหรือไม่ โดยการทำ Shake test.
- ระหว่างซ่อมตู้เย็นหรือปรับ Thermostat ให้ย้ายวัคซีนไปเก็บไว้ในตู้เย็นอื่น หรือกระติกวัคซีน/กล่องโฟม.
- นำวัคซีนเก็บเข้าตู้เย็นหลังจากที่อุณหภูมิคงอยู่ในช่วงที่กำหนดแล้ว.
ตอนที่ 2: มาตรฐานคุณภาพการให้บริการวัคซีน
2.1 การเตรียมกลุ่มเป้าหมายผู้มารับบริการ:
- มีระบบการนัดกลุ่มเป้าหมายที่มารับวัคซีน (ทั้งในและนอกพื้นที่รับผิดชอบ) เช่น การเตือนผู้ปกครองผ่านหอกระจายข่าว, มีรายชื่อให้ อสม.ช่วยนัด, มีบัตรนัด เป็นต้น.
2.2 การคาดประมาณจำนวนผู้มารับบริการในแต่ละกลุ่มเป้าหมาย:
- ประมาณการจำนวนเป้าหมายที่นัดหมายมารับวัคซีน โดยใช้แหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์, บัญชีรายชื่อ, ทะเบียนติดตามการได้รับวัคซีน (แบบ 0119 รบ 1 ก/3), และบัญชีรายชื่อนักเรียน.
- คาดประมาณกลุ่มเป้าหมายรายใหม่ที่อาจมารับบริการ โดยพิจารณาจากค่าเฉลี่ยย้อนหลังอย่างน้อย 3 เดือน.
- การประมาณการใช้วัคซีนต้องคำนึงถึงอัตราสูญเสียวัคซีนประกอบการคำนวณ.
2.3 การเตรียมสถานที่, อุปกรณ์สำหรับการให้วัคซีน, และยา/อุปกรณ์ที่จำเป็นในการกู้ชีพ:
- สถานที่ให้บริการวัคซีน:
- ควรแยกจากคลินิกเด็กป่วย หรือจัดคนละช่วงเวลาเพื่อไม่ให้เด็กสุขภาพดีสัมผัสกับเด็กป่วย.
- จัดวางอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการใช้งานไว้ภายในบริเวณที่ให้บริการ เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว.
- มีป้ายบอกจุดบริการที่ชัดเจน (เช่น ชั่งน้ำหนัก, วัดส่วนสูง, ซักประวัติ, ตรวจร่างกาย).
- ควรเป็นบริเวณที่เงียบสงบและเป็นส่วนตัว เพื่อให้ผู้ให้บริการสามารถซักประวัติ ตรวจร่างกาย หรือให้คำแนะนำได้อย่างสะดวก.
- จัดให้ห้องที่ฉีดวัคซีนมีทางเข้าและทางออกที่สะดวก และจัดที่นั่งให้ผู้รอรับบริการเพื่อลดความตื่นตระหนก.
- การเตรียมยาและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการกู้ชีพ: ต้องมีพร้อมใช้ ได้แก่:
- อุปกรณ์ช่วยหายใจแบบบีบมือ (Ambu bag) สำหรับเด็กและผู้ใหญ่
- หน้ากากออกซิเจน (Oxygen face mask) สำหรับเด็กและผู้ใหญ่
- อุปกรณ์ให้สารน้ำทางเลือด (Set IV fluid)
- น้ำเกลือ (Normal saline หรือ Ringer’s lactate)
- การจัดการวัคซีนที่เปิดใช้แล้ว:
- ขวดวัคซีนที่เปิดใช้แล้ว ให้เขียนข้อความระบุชัดเจนว่า "วัคซีนที่เปิดใช้แล้ว" เพื่อป้องกันการสับสน และนำเข้าตู้เย็นที่อุณหภูมิ +2 ถึง +8 °C.
- ระยะเวลาการใช้หลังเปิดขวด: โดยทั่วไปไม่เกิน 8 ชั่วโมง.
- เก็บขวดวัคซีนที่ใช้แล้ว (สำหรับวัคซีนหลายโดส) เพื่อรอสังเกตอาการ AEFI อย่างน้อย 7 วัน หลังจากนั้นจึงส่งทำลายแบบขยะติดเชื้อ.
- สำหรับวัคซีนขนาดบรรจุ 1 โดส ไม่ต้องเก็บขวดวัคซีนที่ใช้แล้วเพื่อตรวจสอบ AEFI.
2.4 การให้วัคซีนและการนำวัคซีนเข้าสู่ร่างกาย:
- ให้วัคซีนตามชนิดวัคซีน, อายุที่รับ, ระยะเวลาการใช้, วิธีการให้, ขนาดวัคซีนต่อโดส, และขนาดไซริงค์/เข็มที่ถูกต้อง.
- สามารถให้วัคซีนหลายชนิดพร้อมกันในวันเดียวได้ แต่ต้องให้ต่างตำแหน่งกัน เช่น ฉีดที่แขนคนละข้าง หากฉีดข้างเดียวกัน ตำแหน่งที่ฉีดต้องห่างกันอย่างน้อย 1 นิ้ว.
- ห้ามนำวัคซีนต่างชนิดมาผสมรวมในกระบอกฉีดยาเดียวกัน โดยไม่มีคำแนะนำจากผู้ผลิต.
- ห้ามฉีดวัคซีนผิดวิธีหรือผิดตำแหน่ง เช่น นำ OPV มาฉีด หรือเอา BCG ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการไม่พึงประสงค์. การฉีดวัคซีนที่มีสาร adjuvant (เช่น DTP, DT, dT, HB, HA) ต้องฉีดลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ โดยใช้เข็มที่ยาวเพียงพอ.
- กรณีที่ให้วัคซีนซ้ำ: โดยทั่วไปไม่มีอันตรายรุนแรง แต่อาจมีปฏิกิริยาต่อวัคซีนเพิ่มขึ้นได้.
- ข้อควรระวัง/ข้อห้ามในการให้วัคซีน:
- หญิงตั้งครรภ์: โดยทั่วไป ไม่ควรรับวัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ (เช่น หัด, MMR, อีสุกอีใส) ยกเว้นในกรณีที่มีโอกาสติดโรคสูงซึ่งจะเป็นอันตรายต่อมารดาหรือทารกในครรภ์. หากหญิงตั้งครรภ์ได้รับวัคซีนหัดเยอรมันระหว่างตั้งครรภ์หรือเกิดตั้งครรภ์หลังได้รับวัคซีน ควรคุมกำเนิดหลังได้รับวัคซีนชนิดเชื้อเป็นนาน 1 เดือน.
- ทารกที่ยังไม่แข็งแรง: ไม่ควรเริ่มฉีดวัคซีน OPV และ BCG หากยังได้รับการดูแลในหน่วยบริบาลทารกแรกเกิดในโรงพยาบาล เพราะอาจทำให้เชื้ออ่อนฤทธิ์ในวัคซีนติดต่อไปยังเด็กป่วยคนอื่นได้.
- ผู้ที่ได้รับอิมมูโนโกลบูลิน, พลาสมา, หรือเลือดภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา: ไม่ควรได้รับวัคซีนไวรัสเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ เช่น หัด, MMR, อีสุกอีใส เพราะแอนติบอดีที่ได้รับมาจะต้านเชื้อในวัคซีน ทำให้วัคซีนไม่สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี. หากได้รับอิมมูโนโกลบูลินขนาดสูง ควรเลื่อนการให้วัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ไปอย่างน้อย 5-11 เดือน.
- ผู้มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง:
- ห้ามให้วัคซีนเชื้อมีชีวิตอ่อนฤทธิ์ในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ต้องหยุดยาอย่างน้อย 1 เดือน.
- เด็กที่ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการโรคเอดส์แล้ว ไม่ควรให้วัคซีน BCG.
- เด็กที่ติดเชื้อ HIV ที่มีอาการเต็มขั้นหรือมีระดับ CD4 ต่ำกว่าร้อยละ 15 ไม่ให้วัคซีนหัด หรือ MMR และวัคซีนอีสุกอีใส.
- เด็กที่ติดเชื้อ HIV ทั้งมีและไม่มีอาการ สามารถรับวัคซีนโรต้าหรือวัคซีนโปลิโอชนิดรับประทานได้.
- ห้ามให้วัคซีน OPV แก่เด็กที่ผู้ใกล้ชิดในบ้านมีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน กรณีนี้ให้ใช้ IPV แทน.
- ผู้ที่แพ้ไข่อย่างรุนแรง: สามารถให้วัคซีน MMR ได้ เพราะมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาต่ำ แต่ไม่ช่วยทำนายปฏิกิริยาได้เสมอไป.
2.5 การเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีน (AEFI):
- สังเกตอาการไม่พึงประสงค์ภายหลังได้รับวัคซีนอย่างน้อย 30 นาที.
- ต้องรายงานอาการไม่พึงประสงค์ 4 ประเภทหลัก คือ กลุ่มอาการทางระบบสมองทุกชนิด, การเสียชีวิตที่ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน (แพทย์สงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับวัคซีน), อาการแพ้รุนแรง, และอาการติดเชื้อเฉพาะที่ (เช่นฝี) หรือติดเชื้อในกระแสโลหิต.
- วิธีการรายงาน: สามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มหรือแบบรายงาน AEFI1 ได้จากเว็บไซต์ของสำนักระบาดวิทยา (https://ddc.moph.go.th/th/site/office/view/boe). กรณี AEFI ที่ร้ายแรง ให้ติดต่อแจ้งโดยเร็วภายใน 24 ชั่วโมง.
ตอนที่ 3: การบันทึกข้อมูลการได้รับวัคซีน
3.1 การบันทึกข้อมูลในงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค:
- บันทึกข้อมูลการให้บริการวัคซีนทุกชนิดเป็นรายบุคคลในแฟ้ม EPI ผ่านฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (ในรูปแบบ 43 แฟ้มมาตรฐาน).
- ข้อมูลที่บันทึกต้องครบถ้วน ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล (ชื่อ-นามสกุล, อายุ, ที่อยู่) และข้อมูลการรับวัคซีน (ชนิดวัคซีน, การนัดหมายครั้งถัดไป, Lot number).
- ใช้รหัสวัคซีนตามรหัสมาตรฐานที่กองยุทธศาสตร์และแผนงานกำหนด.
- ตรวจสอบการบันทึกข้อมูลให้ครบถ้วน ถูกต้อง โดยเทียบกับทะเบียนให้บริการ หรือ Family folder หรือข้อมูลในคอมพิวเตอร์.
- บันทึกวันนัดรับวัคซีนครั้งต่อไป เพื่อติดตามและนัดหมายการเข้ารับบริการให้ครบตามเกณฑ์.
- ในกรณีที่ผู้รับวัคซีนไม่มาตามนัด ให้บันทึกเลื่อนนัดเพื่อรับวัคซีนครั้งต่อไป.
- เมื่อบันทึกข้อมูลผู้รับบริการวัคซีนครบทุกคนแล้ว ให้พิมพ์ออกรายงานเก็บไว้.
- บันทึกรายละเอียดผู้รับวัคซีนในพื้นที่รับผิดชอบที่ได้รับวัคซีนจากสถานบริการอื่น มาลงในคอมพิวเตอร์ โดยบันทึกสถานที่รับวัคซีนในช่อง “ที่อื่น”.
- ควรพิจารณาสำรองข้อมูลในรูปแบบอื่น ๆ (เช่น พิมพ์รายงาน) เพื่อให้สามารถตรวจสอบและติดตามการรับวัคซีนได้ในกรณีระบบคอมพิวเตอร์มีปัญหา.
3.2 การติดตามกลุ่มเป้าหมายให้มารับวัคซีนตามเกณฑ์:
- จัดทำทะเบียนติดตามการได้รับวัคซีนของกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่รับผิดชอบ เพื่อทราบกลุ่มเป้าหมายที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบและติดตามให้มารับวัคซีนในภายหลัง.
- ทะเบียนนี้ต้องระบุชื่อ, ที่อยู่, อายุ, ชนิดของวัคซีน, และการได้รับวัคซีนครบตามเกณฑ์ และไม่คำนึงว่ากลุ่มเป้าหมายจะได้รับวัคซีนจากสถานบริการใด.
- ประเมินความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนครบชุด (Fully Immunization) ของเด็กในพื้นที่ โดยคำนวณจากจำนวนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับวัคซีนครบชุด หารด้วยจำนวนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดที่อาศัยอยู่จริงในพื้นที่รับผิดชอบ.
- อัตราความครอบคลุมโดยเฉลี่ยของวัคซีนทุกชนิดในงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นโดยตลอด และ ควรอยู่ในระดับสูงกว่าร้อยละ 90 (ยกเว้นวัคซีน MMR อย่างน้อยร้อยละ 95).
- หากพบว่าความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ให้ติดตามความครอบคลุมและ เร่งรัดการนำกลุ่มเป้าหมายเข้ารับวัคซีนให้ครบถ้วนตามเกณฑ์โดยเร็ว เพื่อยกระดับภูมิคุ้มกันโรคต่อไป.
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น